แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจากสตูดิโอพิกซาร์ เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา โดย Onward นั้นเป็นผลงานการกำกับของแดน สแกนลอน ผู้เคยมีผลงานการกำกับแอนิเมชั่นเรื่อง Monster University ซึ่ง Onward บอกเล่าเรื่องราวของโลกปัจจุบันซึ่งเวทมนตร์นั้นได้ถูกหลงลืมและลบเลือนไปตามกาลเวลา เหล่าบรรดาสิ่งมีชีวิตได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

หนังโฟกัสไปที่ตัวละคร เอียน (ทอม ฮอลแลนด์) และ บาร์ลีย์ (คริส แพรตต์) สองเอลฟ์ตัวฟ้าผู้เป็นพี่น้องกัน แต่อุปนิสัยแตกต่างกันคนละขั้ว แถมทั้งสองคนยังเป็นคู่กัดและไม้เบื้อไม้เมากันอยู่ตลอดเวลา ทั้งสองคนอาศัยอยู่กับแม่ ส่วนพ่อนั้นได้เสียชีวิตและจากไปเมื่อนานมาแล้ว แต่แล้วเมื่อวันหนึ่งที่เอียนครบอายุ 16 ปี เขาจึงได้รับของขวัญที่พ่อของพวกเขาได้ฝากแม่ให้มอบให้ ซึ่งของดังกล่าวคือไม้เท้าพ่อมดวิเศษที่จะช่วยให้คำขอของผู้ถือไม้เท้าเป็นจริงขึ้นมา

เอียนจึงร่ายคาถาเพื่อจุดหมายสำคัญประการเดียวคือการนำพ่อของตัวเองกลับมา แต่มนตร์วิเศษดังกล่าวจะมีอายุแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุที่ไม่คาดฝันทำให้ร่างของพ่อกลับมาแค่เพียงครึ่งตัว ทำให้สองพี่น้องต้องออกตามหาอัญมณีวิเศษเพื่อร่ายคาถาให้ร่างกายของพ่อกลับมาให้ครบทั้งตัว

Onward คือหนังในกลุ่ม Road Trip ซึ่งว่าด้วยการออกเดินทางของตัวเอก เพื่อตามหาของสำคัญในการบรรลุเป้าหมายบางอย่างของชีวิต (โดยในที่นี้ก็คือการได้พบหน้ากับพ่อของตัวเองอีกครั้ง) ระหว่างทางนั้น สองตัวเอกที่มีทัศนคติและวิถีในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน จะได้รับโอกาสได้ในการปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้จุดเด่น จุดด้อย พยายามทำความเข้าใจกันและกัน เติบโตขึ้น ก้าวผ่านข้อจำกัดบางอย่างในชีวิตเพื่อกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีกว่าเดิม

ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าช่วงแรกของ Onward หนังค่อนข้างน่ารำคาญและแอบน่าเบื่อ เนื่องจากตัวละครหลายตัวในเรื่อง เป็นตัวละครที่ไม่ได้น่าได้รับความน่าเห็นอกเห็นใจสักเท่าไหร่ แต่หนังก็เริ่มเพิ่มรสชาติความสนุกสนานขึ้นเรื่อยๆผ่านช่วงเวลาที่ตัวละครออกผจญภัย เจออุปสรรคต่างๆ ก่อนที่หนังจะพาผู้ชมไปถึงจุดไคลแมกซ์ที่เรียกได้ว่าซาบซึ้งจนอาจจะทำคนดูนั่งร้องไห้กระซิกๆคาเบาะโรงภาพยนตร์เลยก็ได้ เนื่องจากท้ายที่สุดแล้ว หนังเรื่องนี้พูดถึงความปรารถนาขั้นสูงสุดของเด็กชายคนหนึ่งที่ฝันมาทั้งชีวิตที่จะได้เจอหน้าพ่อตัวเองเพียงสักครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาจะได้เจอหน้าตามที่ฝันไว้หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อสิ่งที่เขา “ตามหา” มาทั้งชีวิตนั้น แท้ที่จริงแล้วอยู่ข้างตัวของเขาเองมาโดยตลอด จนเราอาจจะกล่าวได้ว่าสิ่งที่เอียนได้รับนั้น “ได้แค่นี้ก็อาจจะดีถมไป” ก็เป็นได้